2011/Jul/27

      วันนี้ก็ได้เข้า Drama แล้ว เป็นอีกวันที่ รู้สึกหงุดหงิดมากกับคนที่กล้าพูด Free of Speech อย่างที่ตัวเองยังไม่เข้าใจคำ ๆ นี้เลย
      ทุกวันนี้จะเจอคนพยายามใช้คำนี้กันบ่อย ๆ ว่า ผมมีสิทธิที่จะพูดนะ มันเป็น Free of Speech จริง ๆ ทั้ง ๆ ที่ คนพูดเอง ไม่ได้รู้อะไรเลยกับคำ ๆ นี้สักนิด เพียงแต่ใช้เป็นข้ออ้างปาว ๆ จนคำนี้มันไร้ความศักดิ์สิทธิ์ไป =w=
 
     มาดูความหมายจริง ๆ ของคำนี้จาก Wiki กัน
 

Freedom of speech is the freedom to speak freely without censorship. The term freedom of expression is sometimes used synonymously, but includes any act of seeking, receiving and imparting information or ideas, regardless of the medium used. In practice, the right to freedom of speech is not absolute in any country and the right is commonly subject to limitations, such as on libel, slander, obscenity, incitement to commit a crime, etc. Restrictions on the freedom to speak is sometimes called censorship.

The right to freedom of speech is recognized as a human right under Article 19 of the Universal Declaration of Human Rights and recognized in international human rights law in the International Covenant on Civil and Political Rights (ICCPR). Article 19 of the ICCPR states that "[e]veryone shall have the right to hold opinions without interference" and "[e]veryone shall have the right to freedom of expression; this right shall include freedom to seek, receive and impart information and ideas of all kinds, regardless of frontiers, either orally, in writing or in print, in the form of art, or through any other media of his choice". Article 19 goes on to say that the exercise of these rights carries "special duties and responsibilities" and may "therefore be subject to certain restrictions" when necessary "[f]or respect of the rights or reputation of others" or "[f]or the protection of national security or of public order (ordre public), or of public health or morals".[1][2] In addition, national laws of many countries, in various forms, recognize a basic freedom of speech.

Freedom of Speech is different from and not to be confused with the concept of freedom of thought.

     ในวรรคสีเหลือง จะเห็นว่า คำนี้ครอบคลุม การมีสิทธิที่จะแสดงความคิดเห็นอย่างไม่ถูกจำกัด, และมีอิสระภาพในการแสดงออก รวมถึงสิทธิในการแสวงหา, รับรู้ และ นำเสนอข้อมูลและอย่างคิดทุกชนิดได้ อย่างไม่มีขอบเขต ทั้งการพูด เขียน พิมพ์ ศิลป หรือสื่อใด ๆ ก็ตาม

     ฟังดูดีมากกกกกกก....

     ปัญหาคือ คนมักจะเอาเฉพาะวรรค นี้มาอ้าง โดยไม่ได้อ่านวรรค์สีแดงถัดมา =w=

     "คนที่จะใช้สิทธินี้ จะต้องแบกรับ "ความรับผิดชอบ และหน้าที่เป็นพิเศษ" และ ยังมีเรื่องบางประเด็นที่ต้องห้ามที่จะแสดงออกเมื่อจำเป็น เพื่อเป็นการ ให้ความเคารพต่อสิทธิและศักดิ์ศรีของบุคคลอื่น หรือเพื่อป้องกันความปลอดภัยของชาติและ กฎของส่วนรวม  หรือเพื่อความเป็นธรรม และความปรกติสุขของส่วนรวม"

    พูดง่าย ๆ ก็คือ คุณจะพูดอะไรก็พูดไปเถอะ ตราบใดที่รู้จัดเคารพสิทธิของคนอื่นและส่วนรวม ถ้าไม่คิดจะแบกรับสิ่งนี้ อย่าได้เอา Free of Speech มาอ้าง!

    จริงอยู่ที่เวปบอรด์หรือพื้นที่่ comment เป็นพื้นที่สาธารณะ คุณจะแสดงความคิดเห็นอย่างไรก็ได้ แต่ทุกแห่งส่วนใหญ่ก็มีกฎที่คุณต้องยอมรับ รวมถึงการเคารพถึงสิทธิของผู้อื่นด้วย อย่าได้ปากหมาด่าชาวบ้านแล้วบอกว่า ผมมีสิทธิจะพูดเฉย ๆ เพราะ Free of Speech , กฎของเวป = กฎของส่วนรวม ถ้าคุณแย้งกับกฎนี้แล้วอ้าง Free of Speech ก็ผิดอีก, และเพราะยิ่งมีแต่คนทำแบบนี้ Free of Speech ถึงไร้ค่าขึ้นทุกวันครับ

    ดังนั้น เรื่องนี้ขอสรุปว่า Freedom of Speech มันไม่เท่ากับ การอนุญาติให้ปากหมาครับ!

     ปล. คอมเม้นท์ทุกคอมเม้นท์ที่ไม่ใช่ spam ผมไม่เคยลบ ถ้าไปดูจะเห็นว่ามีคอมเม้นท์ไร้สาระรวมถึงหยาบคายมากมาย แต่ผมก็เคารพสิทธิในการแสดงออกของทุกคนครับ ตราบใดที่ไม่ได้รุกล้ำสิทธิ หรือเหยียบย่ำกฎกติกา เชิญโพสได้ตามสบาย

Comment

Comment:

Tweet


Shinjo Sho
View full profile