2008/Feb/19

เรื่องเล่า -

ตำนานพระกินเณร, ที่วัดแห่งหนึ่ง
เรื่องมีอยู่ว่า สมัยก่อนที่วัดแห่งหนึ่งใน นครสวรรค์
มีพระพุทธรูปองค์หนึ่ง เป็นรูปปางยืน ขนาดเท่าตัวคนจริง
เป็นพระพุทธรูปที่หลอมขึ้นมาใหม่นำมาที่วัดได้ไม่นาน

ที่วัดนั้นมีเณรและพระมาบวชกันจำนวนมากพอสมควร
มีอยู่ช่วงหนึ่งที่มีเหตุการณ์แปลก คือ สามเณรที่วัดหายตัว
ไปทีละคน ตอนแรกเจ้าอาวาสก็ไม่ได้คิดอะไร คิดว่าสามเณร
คงจะหนีกลับบ้าน ก็ได้เพราะยังเด็กอยู่อาจคิดถึงบ้าน

แต่แล้วสามเณรก็หายไปมากขึ้นเรื่อยๆ เจ้าอาวาสก็เริ่มเอะใจ
จนมาเป็นเรื่องกันตอนที่โยมพ่อ โยมแม่ ของสามเณรที่หายมาหา
ก็บอกว่าไม่ได้กลับไปบ้าน ช่วงนั้นพระผู้ดูแลโบสถ์ท่านบอกว่า เ
ห็นว่ามีเศษผ้าจีวรขาดๆ ไปติดอยู่ที่ปากพระพุทธรูปที่ว่า
เอาออกหลายครั้งแล้วก็มีมาใหม่ทีแรกคิดว่าอาจมี
ใครเล่นพิเรนมากลั่นแกล้ง

แต่ท่านมาสังเกตุเห็นว่า พระพุทธรูปองค์นี้มีขนาดใหญ่ขึ้น
จากตอนแรกท่านว่าขนาดเท่าคนจริง ตอนนี้สูงสัก 2 เมตรได้แล้วมั้ง
ท่านว่าท่านคงคิดมาก ก็ไม่ค่อยได้ติดใจอะไร แต่ก็กำชับไม่ใ
ห้พระ สามเณร ออกมาข้างนอกตอนยามวิกาล แต่จะเห็นได้ว่า
สามเณรที่หายตัวไป ส่วนมากจะอยู่กุฎิแถวๆพระพุทธรูปนั้น

แต่เหตุการณ์ก็ยังต่อเนื่องอยู่ สามเณรก็ยังคงหายตัวไปอีก
เจ้าอาวาสรู้สึกผิดสังเกตมาก จนพระท่านที่เฝ้าโบสถ์เรียก
เจ้าอาวาส วิ่งมาด้วยความตกใจ เรียกเจ้าอาวาสไปดูอะไร
อย่างหนึ่ง เมื่อท่านเจ้าอาวาสมาพบก็ได้แต่ตะลึง
เพราะพระพุทธรูปองค์ดังกล่าว จากตอนแรกที่ผมบอกว่า
เป็นปางยืน ขณะนี้ได้อยู่ในท่าปางนอน เป็นท่านอนตะแคง
แล้วเอามือข้างหนึ่งดันเศียรเอาไว้ แล้วขนาดก็ใหญ่ขึ้นด้วย
ท่านบอกว่าตอนนั้นใหญ่กว่าคน 3 คนอีก

แล้วที่น่ากลัวคือ พบเศษจีวรติดที่แถวปากพระพุทธรูปนั้น
อีกแล้ว เห็นอย่างนี้ท่านเจ้าอาวาสก็ไม่รอช้า จัดเวรยาม
เฝ้าพระพุทธรูปองค์นี้จนเช้า
วันรุ่งขึ้นจึงจ้างช่างประตู ทำเป็นประตูเหล็กล้อมกรอบ
ให้ขนาดใหญ่กว่าตัวพระพุทธรูปเล็กน้อย ล้อมจนหมด
นับจากนั้นก็ไม่มีเหตุการณ์สามเณรหายอีกเลย
แล้วก็ไม่พบสามเณรที่สูญหายไปจนถึงเดี๋ยวนี้เช่นกัน

< credits to http://www.yimwhan.com/board/show.php?user=banhunsa&topic=1&Cate=5>

แล้วมันจริงไหม

ตำนานพระพุทธรูปหรือรูปปั้นกินคนนี้ ถือเป็นตำนานระดับท็อปอันหนึ่งของไทยเลยก็ว่าได้ครับ เพราะว่าเกือบทุกภาค ทุกจังหวัด มักจะมีเรื่องราวคล้าย ๆ กันนี้เป็นของตัวเอง เกี่ยวกับพระพุทธรูป หรือรูปปั้นที่กินคน

ตั้งแต่เด็ก ๆ มา ผมเองก็ได้ยินเรื่องราวทำนองนี้มาแล้ว ในจังหวัดสุราษฎร์ อ.เมือง มีวัดอยู่วัดหนึ่ง หน้าโบสถ์จะมีรูปปั้นยักษ์ยืนเฝ้าทางเข้าอยู่ ที่น่าแปลกคือที่เท้าของยักษ์นั้นจะมีรอยเปื้อนเป็นคราบอยู่ และยังมีโซ่ตรวนล่ามข้อเท้าเอาไว้อีกด้วย ตำนานว่าไว้ว่า เมื่อก่อนนั้นยักษ์ตัวนี้ตกกลางคืนเคยเดินออกไปเที่ยวไล่จับคนมากินครับ ทำให้พระ เณร รวมถึงฆราวาส แถวนั้นเดือดรอนกันเป็นอันมาก แล้วพระที่มีตะบะองค์หนึ่งก็ได้มาทำพิธีกำหราบยักษ์ตนนี้ และทำการร้อยโซ่ไว้เพื่อไม่ให้ออกไปอาละวาดได้อีก จึงเป็นที่มาของตรวนที่ร้อยข้อเท้าไว้กับกำแพงโบสถ์ครับ ขณะเดียวกันก็มีตำนานว่า ถ้าเอามะนาวไปบีบใส่ที่เท้ายักษ์จะทำให้ยักษ์ทรมาณ ที่เท้าของยักษ์เลยมีรอยเปื้อนน้ำมะนาวอยู่เป็นคราบจนถึงวันนี้ครับ นอกจากนั้นแล้วในอำเภอไชยาเองก็มีเรื่องพระพุทธรูปกินคน ที่ถูกตอกปากไว้ด้วยตะปูเพื่อไม่ให้ออกไปจับคนกินได้อีก ขณะที่อีกกระแสบอกว่า ท่านให้หวยแม่น เลยถูกมือดีเอาตะปูไปตอกปากไว้เพื่อไม่ให้บอกหวยชาวบ้านได้อีก

จากที่พูดมาจะเห็นว่าเรื่องราวของพระพุทธรูปกินคน หรือรูปปั้นกินคนนี้ มีกระจัดกระจายอยู่มากทั้งประเทศเลยก็ว่าได้ ยกตัวอย่างอื่น ๆ ที่ได้มาจากในเน็ต

 

 

เป็นเรื่องจริงที่ตนเองไปพบมา เกิดขึ้นที่บ้านกรูด จ. ประจวบคีรีขันธุ์ค่ะ...ชื่อ "วัดถ้ำคีรีวงศ์"

มีพระพุทธรูปปั้นเป็นรูปนอน ใหญ่พอสมควร อยู่ในถ้ำค่ะ ที่ตนเองไปเที่ยวล่าสุดนั้น ได้ถูกสร้างกรงขังล้อมรอบ (ซึ่งดูแล้วรู้สึกไม่ดีมากๆ)
ซึ่งพระและชาวบ้านแถวนั้นก็พูดกันต่อ ๆ ว่าเป็น "พระกินคน"
เล่ากันว่า...เคยมีเด็กเล่นซ่อนหากันแล้วหายไปทั้งหมดเลยค่ะ
เณรก็หายตัวไป...แล้วก็ยังบอกว่ามีรอยเลือดติดอยู่ที่ปากพระ (ขอโทษนะคะ ถ้าใช้คำผิดว่าปาก)
ทุกท่านคิดว่าเป็นเรื่องจริงหรือปล่าว หรือว่าน่าจะเป็นการอ้างเพื่ออะไรสักอย่างหรือปล่าว เช่น กันขโมย ไม่ให้เด็กเข้าไปเล่น แล้วถ้าเป็นการอ้าง ซึ่งทำให้คนเข้าใจผิดอย่างนี้คนที่ต้นคิดการอ้างน่าจะเป็นบาปนะคะ...น่าจะหาวิธีอื่นนะคะ

คนข้างวัด
ผู้เยี่ยมชม

ตอบ:ของโบราณ - 18/05/2007 21:26 ครั้งก่อนนั่งพักบ้านยายเนื่อง ตาอั้น ลูกชายแก เพื่อรผม เรียนกันมาถึง ป.6 ก็แยกย้ายไปตามวิถีชีวิต สะพานข้ามลำคลองเล็กๆ ก่อนนี้เป็นไม้ น้ำใส เห็นปลา มีหลายหลากชนิด เพราะว่า ลำคลองเส้นนี้ มาจาก "บางจาก " หลัง ร.ร. วัดสว่าง ก่อนนี้ ผมเดินเข้าไปใน บางหลัง ร.ร. ไปกันกับเพื่อน 3 - 4 คน ยังเด็ก ( 10 - 11 ขวบ ) ไปดูเขาวางที่ดักปู ดำ ขากลับ หลงครับ มาโผล่ แถวๆบ้านครูพัฒน์ อันตรายมากครับ ข้างในบาง ปุดำ ปุแสม กุ้ง ปลาเยอะมาก เพราะว่าเป็นคลอง 2 น้ำเวลาน้ำทะเลขึ้น ก็เป็นน้ำเค็ม หรือ เป็นน้ำจืดเวลาน้ำทะเลลง และที่สะพานก่อนถึงบ้าน ยายเนื่องนี่ก็เป็นที่ชุมนุม ของเด็กที่มาเล่นน้ำ หลังจากกลับจาก ร.ร. ผ่าน บ้านยายเนื่อง เลย บ้านครูพัฒน์ ซึ่งเป็นบุคคลหนึ่งที่รู้เรื่องของ หลวงปุ่ พัน มากๆ คนหนึ่ง ทะลุไปถึง 4 แยกของถนน ที่เลี้ยวซ้ายไป แพปลา เลี้ยวขวาไป หัวตอดำ ตรงไปก็ บางมะพร้าว และเมื่อเราไปยืนที่แพ มองข้ามแมน้ำไปเห็นวัดในเขาอยู่ตรงหน้า ต้องใช้เรือข้าม ไม สะพานเหมือนปัจจุบันนี้ ตรง แพปลานี้ ตอนนั้น ไม่มีใครกล้าลงเล่นน้ำนะ ( หรือมีก็ไม่ทราบ ) เพราะว่าน้ำนิ่งมาก และประกอบกับเรื่องเล่าเกี่ยวกับจรเข้ที่ผุ้ใหญ่เล่ากันมาจนผมกลัว แต่พอหน้าน้ำนี่น้ำเหนือลงแรงมาก น้ำนี่เหลือง และแรงมาก บางคั้งผมเคยเห็น กวาง ลอยตามน้ำมาด้วยก็มี
เราเดินทะลุไปถึงริมคลอง ข้ามไปบางมะพร้าว ที่นี่ มีเวลาหนึ่งที่ผมชอบมาดุ แต่อัตราย คือช่วงหน้าน้ำหลาก เพราะว่าจุด นี้ จะเห้นปริมาณน้ำ และความแรงความน่ากลัวของน้ำที่ใกล้ที่สุด แต่ไม่เคยข้ามไปทางบางมะพร้าวเลย มีแต่เห็นธรรมชาติข้างทางริมคลอง เวลา ผมนั่งเรือกองเชียร์ เวลาไปดูงานแข่งเนือ ธรรมชาติ สวยมาก นั่งข้างแคมเรือ เท้าห้อย ราน้ำไป นึกถึงแล้ว อยากเป็นเด็กอีก ส่วนการไปวัด ตอนเด็กแม่พาข้ามเรือตรง แพปลา ตรงที่ข้ามเรือไปฝั่งกระโจม แล้วนั่งรถต่อไปที่วัด ตอนนั้นสนุกมาก เพราะไปช่วงมีงาน เดินขึ้นบรรไดไปสู่ยอดเขา เหนื่อยมาก เดินดูตามถ้ำต่างๆที่มีประวัติ แม่จุงมือผมข้าง น้องอีกข้าง 3คนแม่ลูก เที่ยวสนุกนะ นึกถึงบรรยากา
สเก่าแล้ว อยากกลับไปเป็นเด็กอีก สงสารแต่เด็กสมัยนี้ ที่พ่อ แม่ ทำแต่งาน หาแต่เงิน ไม่ค่อยรุ้จักกับว่า ครอบครัวที่แท้จริง เพราะว่า แทนที่เราจะเป็นตัวกำหนดวิถี หรือแนวทางของ สังคม แต่เรากลับให้สังคม มาเป็นตัวกำหนด วิถีชีวิตเรา ที่วัดในเขา เท่าที่ผมพอจะจำได้ มีถ้ำ เสือ ถ้ำหมี และ ถ้ำพระกินคน คือ แม่เล่าให้ผมฟังว่า ตอน สมัยสงครามญี่ปุ่น มีพวกญี่ปุ่น เข้ามาที่วัดในเขา และพักที่นี่ แต่พอพวก นี้เข้าไปในถ้ำที่มีพระพุทธรูป อยู่ก็หายไป เมื่อเข้าไปดุ พบแต่เสี้อ ผ้ากองอยู่ เป็นอย่างนี้ บ่อยๆ จนมีการพบว่า ที่พระโอฐษ์ขององค์พระ มีคราบเลือด ก้เลยสัณนิฐานว่าพระกินคน ผมก็เลยถามแม่ว่าพระขยับ และกินคนได้อย่างไร แม่บอกว่าที่องค์พระมีการฝังปลอด ซึ่งผมไม่เข้าใจมาถึงวันนี้ ใคนมีข้อมุลเกี่ยวกับเรื่องนี้อย่างไร ช่วยเล่าให้ผมรู้หน่อย ที่วัดในเขานี่ ตอนนั้นมีลิง เยอะเหมือนกัน เดินไปต้องระวังไป และ ป่าจากเยอะมาก ยิ่งลุกจาก ของชอบผมเลยละ เดี๊ยวครั้งหน้า ผม จะ พาไปออกกำลังกายจาก 4 แยกไปหลังสวน ตอนเช้ามืด

< credits to http://209.85.175.104/search?q=cache:jAZsLUu37QUJ:www.paknamlangsuan.com/component/option,com_mamboboard/Itemid,24/func,view/id,2676/catid,2/limit,10/limitstart,70/+%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%81%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B8%84%E0%B8%99&hl=en&ct=clnk&cd=3>

ส่วนใหญ่จะเห็นว่ามันเป็นคำเล่าลือโบราณที่เล่าสืบ ๆ กันมาครับ หลักฐานที่เหลือก็คือคำบอกเล่ากับของแปลก ๆ ที่ยังติดพระพุทธรูปหรือรูปปั้นนั้น ๆ อย่างตะปู หรือตรวนเท่านั้นเอง ตอนเด็ก ๆ ผมเองก็ยังเคยอยากไปทดลองกับรูปปั้นยักษ์ที่ว่าเลยนะครับ แต่เงื่อนไขคือต้องทำตอนกลางคืนเดือนมืด ในต่างจังหวัดสมัยก่อน วัดในคืนเดือนมืดนี่คงอย่าหวังว่าจะมีเด็กที่ไหนกล้าเข้าไปเลยครับ ถึงจะอยู่กลางเมืองก็ตามเถอะ

ความจริงแล้วตำนานพวกนี้ส่วนใหญ่น่าจะเป็นกุศโลบายในการป้องกัน มากกว่าจะเป็นอย่างอื่นครับ ไม่งั้นทั่วประเทศคงไม่มีตำนานคล้าย ๆ กันมากขนาดนี้แน่ น่าจะเพื่อป้องกันไม่ให้เด็ก ๆ เข้ามาซุกซน หรือไม่ให้คนเข้ามาป้วนเปี้ยนในจุดที่อันตราย เปลี่ยว หรือ เข้ามาขโมยของวัด

แต่ไม่ว่าจะยังไงก็ตาม เรื่องนี้คงนับได้ว่าเป็น Urban legend พันธ์ไทยแท้ ๆ ที่แม้แต่วัดข้าง ๆ บ้านของคุณก็อาจจะมีตำนานนี้เหมือนกันก็ได้นะครับ

edit @ 19 Feb 2008 18:04:46 by โชคุง

Comment

Comment:

Tweet


cry tongue tongue tongue tongue
#13 by (61.90.65.14|61.90.65.14) At 2015-06-18 17:08,
น่า ทุบจัง เลยนะนี่ ของแบบนี้sad smile
#12 by (118.172.203.85) At 2010-09-05 15:32,
บงุคี
#11 by (117.47.6.197) At 2010-07-19 18:53,
บงุคี
#10 by (117.47.6.197) At 2010-07-19 18:53,
บงุคี
#9 by (117.47.6.197) At 2010-07-19 18:52,
บานราย
#8 by (117.47.6.197) At 2010-07-19 18:52,
โคดหน้ากลัว
sad smile tongue tongue tongue question
#7 by (58.9.140.33) At 2010-07-17 09:41,
พระกินเณร เอ๋อ...มีแถวบ้าน เณรป็อกแปดพระป็อกเก้า
#6 by (112.142.160.233) At 2010-05-28 21:10,
แถวบ้านก็มีพระกินเณร เห็นกะตาเลย พระ 9 เเต้ม เณรบอด พระกินเณรหมดตูดเลยquestion question
#5 by มิก (125.24.79.135) At 2010-04-20 12:31,
น่ากลัว
angry smile
#4 by (202.143.162.91) At 2009-11-11 14:56,
น่ากลัวอะคะ แง้ว
#3 by Catzilla128 At 2009-08-19 21:05,
พี้ไวควนึคงยจคๆ
#2 by (58.9.230.191) At 2009-07-24 18:36,
#1 by นรี่ค้ะ (125.24.213.72) At 2009-05-29 18:44,

Shinjo Sho
View full profile